แรงงานไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่อาศัยในพื้นที่ชนบท มีคุณสมบัติหรือระดับการศึกษาในระบบไม่สูงนักหรือไม่มีเลย 14 15
การขาดการศึกษาอย่างเป็นทางการจำกัดการเข้าถึงตำแหน่งงานที่ให้ค่าตอบแทนสูงของบุคคลเหล่านี้ ทำให้มีแรงงานไทยมากกว่าครึ่งหนึ่ง (53%) ที่ทำงานนอกระบบ (ภาคเศรษฐกิจนอกระบบ)16 ซึ่งรายได้มีความแน่นอนน้อยกว่า และเข้าถึงโอกาสความก้าวหน้าได้ยากกว่า17 18
ยิ่งไปกว่านั้น เราได้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการเพิ่มฐานทักษะของแรงงานแล้ว โดยช่วยให้บุคคลเหล่านี้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เทียบเท่าแรงงานที่มีประสิทธิภาพที่สุดในสภาพแวดล้อมของตน และเพิ่มผลผลิตในการทำงานได้มากขึ้น
Google ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อเปิดตัวโครงการ Samart Skills ซึ่งเป็นโครงการระดับประเทศเพื่อเตรียม ความพร้อมให้กับครูและนักเรียน เพื่อให้มีทักษะ AI และทักษะดิจิทัลที่จำเป็น สำหรับการทำงานในอนาคต โครงการนี้มุ่งเน้นทั้งเพิ่มความมั่นใจให้กับครู ในการใช้เครื่องมือ AI และการสนับสนุนให้ครูสามารถถ่ายทอดแนวคิด พื้นฐานด้าน AI ให้แก่นักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการผสานการ ใช้งาน Google AI และการออกแบบพรอมต์ในห้องเรียน ซึ่งจะช่วยให้ครู ปรับเปลี่ยนเนื้อหาบทเรียนให้ทันสมัย และทำให้การฝึกอบรมทางอาชีพ มีความสอดคล้องกับความต้องการในตลาดแรงงานจริง
ครูจะสามารถเข้าถึงหลักสูตรอบรมที่จัดสอนโดยผู้เชี่ยวชาญและทุนการ ศึกษาได้ฟรี โดยได้รับการสนับสนุนจาก Google เพื่อช่วยขจัดอุปสรรค สำคัญ เช่น ค่าใช้จ่ายและภาษา ดังนั้น ครูจึงเริ่มออกแบบแผนการเรียน การสอนใหม่ พัฒนาเนื้อหาการเรียนรู้ที่ทันสมัย และแนะนำนักเรียนให้ รู้จักกับสายอาชีพทีเป็นที่ต้องการสูง เช่น การสนับสนุนด้านไอที และ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ เนื่องจากเครื่องมือเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่ง ในการเรียนรู้ในแต่ละวัน นักเรียนสายอาชีวะจึงจบการศึกษาโดยมีความ
คล่องแคล่วในการใช้ระบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นและมีทักษะที่พร้อมทำงานจริง จึงช่วยสร้างแรงงานที่พร้อมสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตของประเทศไทย
“แค่ได้ยินว่าหลักสูตรนี้มาจาก Google ก็ทำให้ครูกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมมากขึ้น ตอนนี้หลักสูตร AI Essentials ก็มีในภาษาไทยแล้ว ครูเลยได้เรียนการใช้ AI ด้วยตัวเอง และยังนำเนื้อหาไปสอนให้กับนักเรียนของตนเองด้วย จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียนอย่างแท้จริง”
ดร.ธนสาร รุจิรา
ศึกษานิเทศก์ สอศ
ถือเป็นอัตราการลดลงที่เร็วที่สุดเป็นอันดับสามในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ตามหลังเพียงประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเท่านั้น
ภายในปี 2060 คาดการณ์ว่าประชากรของประเทศไทย 30% จะมีอายุ 65 ปีขึ้นไป ในขณะที่สัดส่วนประชากรในวัยทำงานจะลดลงเหลือเพียง 57%19ซึ่งจะทำให้เกิดแรงกดดันด้านการเงินอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานประชากรวัยทำงานที่มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม AI สามารถช่วยรับมือกับปัญหาประชากรที่ลดลงได้ โดยการเข้ามาเติมเต็มงานในภาคส่วนที่แรงงานขาดแคลนอัตโนมัติ จึงช่วยรักษาระดับการผลิตได้แม้ว่าจะประสบปัญหากำลังแรงงานลดลงจากกลุ่มแรงงานที่มีอายุเพิ่มขึ้นก็ตาม
ตัวอย่างเช่น เครื่องมือกำหนดเส้นทางขนส่งอัจฉริยะที่สามารถลดภาระงานของผู้ปฏิบัติงานด้านโลจิสติกส์ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของการวางแผนการจัดส่ง ในขณะที่ระบบคัดแยกผู้ป่วยด้วย AI ก็ช่วยบุคลากรทางการแพทย์ที่มีงานล้นมือจัดการกับผู้ป่วยได้อย่างเป็นระบบและลดความแออัดในโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น
นอกจากนี้ AI ยังช่วยเพิ่มทักษะและประสิทธิภาพของแรงงานแต่ละคน ทำให้กำลังคนที่มีจำนวนน้อยลงสามารถสร้างผลงานได้มากขึ้น ช่วยให้แต่ละคนใช้ศักยภาพและประสบการณ์ของตนได้อย่างเต็มที่ โดยรวมแล้ว เราประมาณการว่าการใช้ AI เพิ่มขึ้นสามารถช่วยชดเชยการขาดแคลนแรงงานในประเทศไทยได้ 68% ซึ่งเป็นผลมาจากประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น
มีบทบาทสำคัญในการลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ ของภาครัฐได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งทางภาครัฐได้ตระหนักถึงศักยภาพ ที่จะได้รับเหล่านี้แล้ว โดยที่เจ้าหน้าที่ 82% ของบุคลากรภาครัฐที่เราสำรวจ เชื่อว่าการใช้เครื่องมือ AI เพิ่มขึ้นจะส่งผลดีต่อประเทศ20
เราประมาณการว่าความก้าวหน้าของเครื่องมือ AI จะช่วยลดเวลาทำงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐโดยเฉลี่ยได้ 68 ชั่วโมงต่อปีภายในปี 2030 เทียบเท่ากับการมีเวลาเพิ่ม 8 วัน และเวลาที่ประหยัดได้นี้จะนำไปใช้เพื่องานที่มีมูลค่าสูงกว่า ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชนไทยได้
ปรับปรุงคุณภาพของการทำงานที่เหลือของฉัน
พัฒนาแนวคิดหรือกระบวนการใหม่เพื่อทีมของฉัน
ใช้เวลาเรียนรู้ทักษะใหม่
ได้มากขึ้น
ประเทศไทยมีความท้าทายด้านสุขภาพที่สำคัญ ตั้งแต่ภาระที่เพิ่มขึ้นจากโรคเรื้อรัง ระบบสาธารณสุขที่แบกรับงานเกินกำลัง ไปจนถึงการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม AI สามารถปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาพสำหรับประชาชนทั้งหมดให้เป็นไปได้ง่ายขึ้น ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของขั้นตอนการทำงานทางการแพทย์ การส่งเสริมบริการแพทย์ทางไกล การยกระดับการวินิจฉัยที่แม่นยำขึ้น และการใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์เพื่อให้จัดการและป้องกันความเจ็บป่วยได้ดีขึ้น
ตัวอย่างเช่น การใช้ AI ร่วมกับข้อมูลจากสมาร์ตโฟนหรือนาฬิกา จะช่วยให้ตรวจพบภาวะสุขภาพที่เกิดขึ้นใหม่และยังอยู่ในช่วงที่รักษาให้หายขาดได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เราประมาณการว่า AI จะสามารถช่วยชีวิตชาวไทย 7,400 คน ผ่านการตรวจพบภาวะเรื้อรังต่าง ๆ ตั้งแต่แรกเริ่ม เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง
นวัตกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นจริงแล้วในประเทศไทย อย่างระบบ “AI Chest 4 All” คือระบบออนไลน์ที่ใช้งานฟรีที่โรงพยาบาลมากกว่า 300 แห่งทั่วประเทศได้นำมาใช้แล้ว ระบบนี้มีอัตราความแม่นยำ 92% ในการตรวจพบโรคทางระบบทางเดินหายใจจากภาพเอกซเรย์ทรวงอก และทำการวิเคราะห์ได้ภายในเวลา 50 มิลลิวินาที เทียบกับนักรังสีวิทยาที่ต้องใช้เวลาถึง 10 นาที21
ของคนไทยสนใจที่จะใช้ AI ในการแจ้งเตือน ปัญหาสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ
ของคนไทยสนับสนุนการใช้ AI
เพื่อตรวจหาและวินิจฉัยโรคในผู้ป่วย หากมีแพทย์ร่วมตรวจทาน
มีประชากรเกือบ 6 ล้านคนในประเทศไทยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน จึงทำให้คนจำนวนมากมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ซึ่งเป็น สาเหตุหลักของการสูญเสียการมองเห็นที่พบได้บ่อย แต่สามารถป้องกันได้ แม้ว่าบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศไทยจะมีความเชี่ยวชาญ แต่ความ สามารถในการเข้าถึงการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ ยังคงมีอยู่จำกัด โดยเฉพาะ ในพื้นที่ที่ยากจน เนื่องจากขาดแคลนจักษุแพทย์ เพื่อรับมือกับปัญหานี้ Google จึงร่วมมือกับ Perceptra บริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ของประเทศไทย และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้บริการตรวจคัดกรองสายตาที่ใช้ AI ช่วยผู้คนถึงหนึ่งล้านคนในช่วงสิบปีข้างหน้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
โมเดล AI ของ Google ได้แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมในการตรวจคัดกรองประจำปี โดยสามารถวินิจฉัยภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาได้แม่นยำกว่าผู้คัดกรองที่เป็นมนุษย์ นอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชันบนเว็บไซต์ที่เชื่อมต่อกับศูนย์คัดกรองทั่วประเทศไทยเข้ากับระบบ AI ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการตรวจคัดกรองแล้วมากกว่า 600,000 รายทั่วโลก ศ.คลินิก นพ.ไพศาล ร่วมวิบูลย์สุข จากกลุ่มงานจักษุวิทยา โรงพยาบาลราชวิถี ได้มีส่วนร่วมในความร่วมมือกับ Google นับตั้งแต่ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2016 อธิบายว่าเครื่องมือตรวจคัดกรองจอประสาทตาเป็น “แนวหน้าของโมเดล AI ทั้งหมดในด้านการดูแลดวงตา” เพราะขณะนี้เริ่มที่จะนำไปใช้ในขั้นตอนการทำงานทางคลินิกต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการฝึกอบรมพยาบาลและบุคลากรสาธารณสุขรุ่นใหม่ด้วย
ศ.คลินิก นพ.ไพศาล ร่วมวิบูลย์สุข
ประเทศไทยประสบปัญหาการโจมตีทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนการโจมตีเซิร์ฟเวอร์ในไทยเพิ่มจาก 320,000 ครั้งในปี 2023 เป็น 730,000 ครั้งในปี 2024 การโจมตีเหล่านี้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ย 70 ล้านบาท (2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ต่อวัน24
AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรองภัยคุกคามระดับโลกเพื่อระบุแนวโน้มและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะกลายเป็นภัยคุกคามจริง นอกจากนี้ยังสามารถทำหน้าที่เป็น “โครงข่ายความปลอดภัย” สำหรับการโจมตีแบบฟิชชิงและภัยคุกคามอื่น ๆ ที่คล้ายกัน และตอบโต้ภัยคุกคาม โดยอัตโนมัติเพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้